Back to @ktnewsonline's profile

กรุงเทพธุรกิจ engagement report

@ktnewsonline - 736K followers on X

Measured over 118 original posts from a 30-day window, last computed on September 1, 2026.

Engagement

Bottom quarter for its size
Per follower
0.002%
of 736K followers
Per impression
0.416%
3.0K views on a typical post
Reach
0.41%
of its followers see a post
Typical post
12
interactions (median)
Saved
0.067%
2 bookmarks on a typical post
Posting rate
3.93/day
active 23% of days
Peak time
08:00 UTC
Monday

A typical post picks up 12 interactions against 736K followers, an engagement rate of 0.002%. Measured over 118 original posts, its engagement rate beats 13% of 4,199 tracked accounts of a similar size. That is a reason to look at how the audience behaves - reply depth, saves, whether the followers are recent - rather than a conclusion about it on its own. Posts are seen about 3.0K times each, and 0.416% of those impressions turn into an interaction. That is about 0.408% of the follower count, which is the gap between an audience on paper and an audience in a timeline. Posting runs at about 3.9 posts a day over the last 30 days, though only 23% of days saw any activity at all. Most posts go out around 08:00 UTC, and Monday is the busiest day of the week. Of the 118 posts sampled, 99% carry an image or video and 62% link out. The account's strongest tracked post pulled 789 interactions, about 66x its own typical post. Recurring topics include #กรุงเทพธุรกิจ, #insightforopportunities, #กรุงเทพธุรกิจnews.

Measured over 118 original posts from a 30-day window, last computed on September 1, 2026. Recurring tags: #กรุงเทพธุรกิจ, #insightforopportunities, #กรุงเทพธุรกิจnews.

Compared with accounts its own size

กรุงเทพธุรกิจ's engagement rate beats 13% of the tracked X accounts closest to it in follower count (4,199 accounts, accounts of similar size (decile 8 of 10)). A percentile is spread evenly by construction, so 50 really is the middle of that group and 90 really is its top tenth.

On engagement per impression rather than per follower it beats 29% of the same group. When those two numbers disagree, the gap is about how far its posts travel rather than how people react to them.

Where this sits in the catalog

At 0.002%, กรุงเทพธุรกิจ sits above the 10th percentile of the 40,619 accounts in this comparison. That places it in the bottom 25% band, which runs below 0.013%.

p100.002%
p250.013%
p50 (median)0.082%
p750.443%
p902.07%
p99145.6%
Engagement rate as a share of followers, across the 40,619 accounts we have scanned enough to measure. The axis is logarithmic, because the top and bottom of this population are about 91,008 times apart and a linear axis would flatten everything below the median into a single point.
Show the percentile table
Engagement rate percentiles
PercentileEngagement rate
10th percentile0.002%
25th percentile0.013%
50th percentile0.082%
75th percentile0.443%
90th percentile2.07%
99th percentile145.6%

This ruler is the whole measured catalog, not a size-matched group: it shows where the raw rate falls across every account we can measure, all of which are large. For a like-for-like comparison, read the size-band percentile above instead. See how the bands are built

Posting timing

This account posts most often around 08:00 UTC, and Monday is its busiest day of the week. The bars below are the catalog-wide pattern, with this account's own busiest slot marked. They do not show how this account performs at each hour: we keep one aggregate per account, not one per hour, so that measurement does not exist in our data.

Engagement by hour posted, UTCTwenty-four bars, one per UTC hour. Each bar shows how posts published in that hour compare with their own authors' median engagement. Bars above the centre line ran higher than the median, bars below ran lower. A marker flags Busiest hour: 08:00 UTC.
0003060912151821
Above the authors' own mediansBelowScale: plus or minus 6%Busiest hour: 08:00 UTC
Show engagement by hour posted, utc as a table
Engagement by hour posted, UTC
Hour (UTC)Vs author medianPosts
00:00 UTC-1%56K
01:00 UTC-2%57K
02:00 UTC-3%56K
03:00 UTC-4%59K
04:00 UTC-6%48K
05:00 UTC-4%47K
06:00 UTC-4%54K
07:00 UTC-4%58K
08:00 UTC-4%68K
09:00 UTC-4%78K
10:00 UTC-3%81K
11:00 UTC-3%88K
12:00 UTC-2%97K
13:00 UTC-2%106K
14:00 UTC-3%109K
15:00 UTC-2%112K
16:00 UTC-3%109K
17:00 UTC-3%102K
18:00 UTC-2%95K
19:00 UTC-2%89K
20:00 UTC-1%83K
21:00 UTC-1%74K
22:00 UTC-1%64K
23:00 UTC-1%57K
Engagement by day of weekSeven bars, one per weekday, Sunday first. Each bar shows how posts published on that day compare with their own authors' median engagement. Bars above the centre line ran higher than the median, bars below ran lower. A marker flags Busiest day: Monday.
SunMonTueWedThuFriSat
Above the authors' own mediansBelowScale: plus or minus 5%Busiest day: Monday
Show engagement by day of week as a table
Engagement by day of week
DayVs author medianPosts
Sunday+5%250K
Monday+1%320K
Tuesday-3%340K
Wednesday-4%295K
Thursday-2%259K
Friday-3%271K
Saturday+3%244K
See what moves engagement across the whole catalogWhat counts as a good engagement rate at this size

Best tweets

  • Aug 31, 202666x their median

    น้ำแข็ง ‘แอนตาร์กติกา’ ละลาย ปล่อย ‘สารปรอทโบราณ’ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ทำลายระบบประสาทสัตว์น้ำ-มนุษย์ ต่อให้ลดมลพิษได้ตอนนี้ ก็หยุดปรอทไม่ได้ทันที “แอนตาร์กติกา” ทวีปที่อยู่ห่างไกลและบริสุทธิ์ที่สุดของโลก เป็นแหล่งกักเก็บสารเคมีอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง แต่เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้น้ำแข็งละลาย จนทวีปนี้กลายเป็นแหล่งปลดปล่อยสารพิษลงสู่มหาสมุทรใต้ โดยเฉพาะ “สารปรอท” ซึ่งเป็นโลหะหนักอันตราย ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ในอดีต แอนตาร์กติกามีอุณหภูมิต่ำติดลบ ทำหน้าที่เหมือนกับตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ ที่คอยดักจับมลพิษทางอากาศ มลพิษทางทะเล และโลหะหนักชนิดต่าง ๆ รวมถึงปรอทที่พัดพามาจากซีกโลกอื่น โดยกักเก็บในชั้นน้ำแข็งมานานหลายทศวรรษ ช่วยไม่ให้ปรอทและมลพิษต่าง ๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทางทะเลทั่วโลก แต่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ชั้นน้ำแข็งหนาที่เคยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันกลับเริ่มพังทลายลงและปล่อยมลพิษสะสมเหล่านี้ออกมา นักวิจัยทำการเจาะและเก็บตัวอย่างดินตะกอน จำนวน 16 ตัวอย่างจากไหล่ทวีปบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติก พบว่า อัตราการสะสมของสารปรอทในดินตะกอนบริเวณนี้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 160% นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการสะสมนี้กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและน่ากังวลเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 นักวิจัยสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์วงจรและปริมาณสมดุลของปรอทของโลก พบว่า การละลายของธารน้ำแข็งส่งผลให้การปล่อยปรอทจากธารน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นถึง 550% นับตั้งแต่เริ่มยุคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ทีมวิจัยประมาณการว่าสารปรอทประมาณ 56% ที่ตรวจพบในดินตะกอนใต้ทะเลบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติกมาจากชั้นบรรยากาศโดยตรง ขณะที่ส่วนที่เหลือนั้นมีแนวโน้มว่าจะมาจากน้ำละลายของธารน้ำแข็ง การผุกร่อน และการกัดเซาะของน้ำแข็งและตะกอนในทวีปเอง เมื่อปรอทจมลงสู่ตะกอนใต้ทะเล มันสามารถเปลี่ยนรูปเป็น "เมทิลเมอร์คิวรี" ซึ่งเป็นสารปรอทในรูปอินทรีย์ที่มีความเป็นพิษต่อระบบประสาทสูงและสามารถสะสมในสิ่งมีชีวิตได้ง่าย โดยเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทางทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอน คริลล์ ปลา นกทะเล ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และสุดท้ายก็มาถึงมนุษย์ อ่านต่อ: https://t.co/zISqSGlMrh #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain

    3084732620K viewsView on X
  • Aug 22, 202641x their median

    คนไทยทำ ‘พินัยกรรมขอตายดี’ พุ่ง 10 เท่า เลือกวาระท้ายชีวิต 'ไม่ยื้อ ไม่ขอทรมาน' ยอดคนไทยทำพินัยกรรมชีวิต หรือ 'พินัยกรรมขอตายดี' ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 รายเป็นเกือบ 1 แสนราย พินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อลดความทุกข์ทรมานและจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ทำพินัยกรรมมากที่สุด และแนวโน้มนี้ขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ โดยจังหวัดนครราชสีมามีจำนวนผู้ทำสูงสุดในประเทศปัจจัยหลักมาจากความตระหนักรู้เรื่องการเตรียมตัวตายดีที่เพิ่มขึ้น และความสะดวกของระบบออนไลน์ที่สามารถทำได้ง่าย อ่านต่อ: https://t.co/D6fpJsIzLo กราฟิก: ณัชชา พ่วงพี #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจHealth #กรุงเทพธุรกิจInfo

    2492340314K viewsView on X
  • Aug 30, 202639x their median

    ‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’ เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับโครงการถอดรหัสพันธุกรรมแห่งชาติ หรือ “Genomic Thailand” ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(โรค NCDs )โรคติดเชื้อ และเภสัชพันธุศาสตร์ ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 41 แห่งทั่วประเทศ มีการ “ค้นพบเรื่องสำคัญจำนวนมาก” จนได้เป็น “ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย” และกำลังเปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการเข้าใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดการวิจัย และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเดินหน้าต่อในระยะที่ 2 อีก 2 แสนราย ภายใต้การขับเคลื่อนหลักของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.)และภาคีวิจัย ภายใต้ “Genomic Thailand เฟสที่ 1” มีงานวิจัยที่นำไปสู่ข้อค้นพบที่สำคัญของคนไทยในหลายประเด็น และบางเรื่องสามารถขับเคลื่อนไปจนถึงการบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว รวมถึง อยู่ระหว่างการผลักดันด้วย นับเป็นหลักหมุดสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยจากการรักษาแบบ "เหมารวมมาตรฐานเดียว" ไปสู่ "การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ(Precision Medicine)” ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค คาดการณ์ความเสี่ยง และวางแผนการรักษาโรคหายาก โรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งได้อย่างตรงจุดตามพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ช่วยชีวิตคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิต 📌 กว่า 122 ล้านตำแหน่ง พันธุกรรมจำเพาะคนไทย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กล่าวว่า  โครงการนี้ดำเนินการระยะเวลา 5 ปี จากงบประมาณที่ได้รับ 4,000 ล้านบาท ใช้จริงเพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าตรวจวิจัยที่ถูกลงกว่าเป้าหมายเดิมอย่างมาก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้สร้างผลตอบแทนทางสังคมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (SROI) สูงถึง 6.5 เท่า ทุก ๆ 1 บาทที่รัฐบาลลงทุนไปจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาถึง 6.5 บาท ส่วนหนึ่งของข้อค้นพบ คือ ตำแหน่งพันธุกรรมที่จำเพาะในคนไทยกว่า 122 ล้านตำแหน่งที่ไม่พบในกลุ่มประชากรอื่นของโลก 📌 บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์บริการฟรี โครงการนี้ส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมในระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลของไทย โดยช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น อาทิ  มีการค้นพบยีน SCN5A ที่เกี่ยวข้องกับโรคใหลตายในคนไทย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการให้ความรู้และการวินิจฉัยเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต การตรวจยีนแพ้ยาบางตัวที่มีโอกาสแพ้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต และการตรวจยีนความเสี่ยงมะเร็งเต้านม (BRCA1 และ BRCA2) ในกลุ่มผู้หญิงไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยได้มีการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว  นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่าของการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทย ซึ่งจะช่วยคัดกรองเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20-30 เท่าให้ไปส่องกล้อง ช่วยลดความยุ่งยากและความแออัดในโรงพยาบาลลงได้มาก อ่านต่อ: https://t.co/9rYHx9dErt . #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจHealth

    2322311218K viewsView on X
  • Aug 31, 202620x their median

    ‘สินค้าผู้สูงอายุ’ เงียบเหงา คนแก่เยอะ แต่ไม่มีเงินจ่าย สวนทางสังคมสูงอายุไทยโตพุ่ง จะซื้อ 'รถเข็น' ยังคิดแล้วคิดอีก สังคมผู้สูงอายุไทยโตไม่หยุด แต่ของใช้คนแก่ไม่โตตาม ? “Eminence” เตรียมรุกธุรกิจ “Health Tech” และ “Wellbeing” รับจำนวนผู้สูงอายุโต ทว่า พบความท้าทายหนัก ยอดขายไม่โตพร้อมเทรนด์ คนประหยัด-เศรษฐกิจฝืดมีผล ส่วนใหญ่เน้นซื้อของไม่แพง ส่วนสินค้าซัพพอร์ตอื่นๆ ยอดทรงตัว สวนทางกลุ่มดูแลช่องทางปาก พบ Gen Y และ Gen Z ให้ความสำคัญมาก ส่วนเจนก่อนหน้ายังขอใช้แบบเดิมๆ จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยมีสัดส่วนเกินกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดไปแล้ว นั่นหมายความ “ไทย” ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ “Ageing Society” เต็มรูปแบบ และในอนาคตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์เด็กเกิดน้อย คนรุ่นใหม่นิยมไม่มีลูก ส่วนการแพทย์ที่พัฒนาไปไกลก็ทำให้อายุขัยมนุษย์ถูกยืดเวลาออกไปได้นานกว่าเดิม แต่อายุที่มากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะแก่ไปอย่างมีคุณภาพ ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาช่วยเป็นกำลังเสริม ล่าสุด “Eminence” (เอ็มมีเน้นซ์) บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีประะสบการณ์คร่ำหวอดมานานกว่า 55 ปี ปัจจุบันได้ส่งต่อธุรกิจมาถึง “โบว์-สุชานันท์ อัจฉริยสุชา” ทายาทรุ่นที่ 2 ที่เตรียมพา “Eminence” ติดปีก-ลงสนาม B2C เริ่มทำสินค้า Own brand เป็นของตัวเอง รวมถึงการปักธงไปยังธุรกิจกลุ่ม Health Tech และ Wellbeing ด้วย “โบว์” บอกว่า “Wellness” ในไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ล้อไปกับสังคมผู้สูงอายุที่คาดว่าภายในปี 2572 ไทยจะเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) “Eminence” จึงอยากโฟกัสไปที่กลุ่มธุรกิจ “Heath Tech” มากขึ้น จากเดิมที่ในรุ่นคุณพ่อคุณแม่เติบโตจากการนำเข้าสินค้า ตอนนี้อยากทำให้ครบวงจรมากขึ้น รวมถึงเป็นตัวกลางในการคัดสรรสินค้าเพื่อสุขภาพ ทั้งอุปกรณ์ทำฟัน ทำรากเทียม อุปกรณ์วัดไข้ อุตสาหกรรมยา ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม “โบว์” เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแนวโน้มการเติบโตของเทรนด์ตลาดที่แม้จะมุ่งเจาะกลุ่มผู้สูงอายุแต่สินค้าในพอร์ตโฟลิโอที่เติบโตดีสุดกลับเป็นกลุ่ม Oral หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับช่องปาก ระบุว่า หลังโควิด-19 คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการฆ่าเชื้อโรคและโปรดักต์ที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาด คนมองว่า ถ้าช่องปากแข็งแรงก็มีผลทำให้องค์ประกอบทั้งหมดดีขึ้นเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็น Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญ ส่วนผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่านั้นยังคงใช้แบบเดิม ทั้งนี้ จากที่บริษัทมีโอกาสพูดคุยเก็บข้อมูลเชิงลึกกับโมเดิร์นเทรดและซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่า ร้านค้าให้ความสำคัญกับแผนกนี้มากเพราะมีกราฟการเติบโตเกิดขึ้นจริง ขณะที่เซกเมนต์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกลับสวนทางเทรนด์และท้าทายหนัก “โบว์” บอกว่า Ageing Society เติบโตจริง แต่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อใช้กลับเป็นบ้านพักสำหรับดูแลผู้สูงอายุ หรือ Nursing Home มากกว่า ส่วนกลุ่มคนทั่วไปยังไม่เห็นการเติบโต ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจาก กำลังซื้อที่หดตัว คนประหยัดอย่างเห็นได้ชัด หรือเอาเข้าจริงแม้แต่ Nursing Home เองก็ประหยัดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน แม้ตลาดจะใหญ่และดูมีแนวโน้มแต่จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้สินค้าผู้สูงอายุไม่ใช่ตัวทำเงินให้กับฝั่งรีเทลอย่างที่ควรจะเป็น “แนวโน้มที่ลดลงมาจากกำลังซื้อเป็นหลัก โบว์มีทีมร้านขายยา เขาก็บอกว่า เดือนนี้ตลาดเงียบนะ แม้ผู้สูงอายุเยอะแต่เศรษฐกิจค่อนข้างฝืด โรงพยาบาลงบไม่มา ร้านขายยาเงียบ มีความต้องการแต่กำลังซื้อไปไม่ถึง เลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ฉะนั้น พวกสินค้าที่มาช่วยอำนวยความสะดวกอาจจะต้องเป็นคนที่มีกำลังพร้อมจ่ายจริงๆ หรือแม้แต่ส่วนที่จำเป็นจริงๆ ก็ยังไม่ค่อยโต ค่อนข้างทรงๆ อย่างพวกรถเข็น เตียงผู้ป่วย ส่วนเครื่องวัดความดันล้นตลาดมากแต่ก็ยังนำเข้ามาเพราะมีความจำเป็นต้องใช้ อะไรที่ใช้แล้วดี เช่น เสื้อกั๊กกันล้มติด Airbag ก็อาจจะยัง” อ่านต่อ: https://t.co/YECFoUWmRF #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจBusiness #กรุงเทพธุรกิจEconomic

    97137011105K viewsView on X
  • Aug 31, 202615x their median

    จบลงตรงนี้! อำลายุค 'ทิม คุก'จากรับไม้ต่อ สตีฟ จ็อบส์ สู่อาณาจักร Apple 5 ล้านล้านฯ วันนี้ (31 สิงหาคม 2026) อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเทคโนโลยีต้องจารึก เมื่อ ทิม คุก ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอของ Apple อย่างเป็นทางการ ปิดฉากช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่กินระยะเวลายาวนานถึง 15 ปี ที่เปลี่ยนผ่านบริษัทจากร่มเงาของสตีฟ จ็อบส์ สู่มหาอำนาจทางเทคโนโลยีมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนส่งไม้ต่อให้แก่ จอห์น เทอร์นัส ในวันที่ 1 กันยายนนี้ KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที ชวนย้อนรอยผลงานชิ้นเอกและมรดกทางวิสัยทัศน์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทิม คุก คือหนึ่งในผู้บริหารสูงสุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของโลกเทคโนโลยี 📌 จากวันแห่งความกังขา สู่ผู้สร้างอาณาจักรอันแข็งแกร่ง ย้อนกลับไปในวันที่ 24 สิงหาคม 2011 เมื่อ สตีฟ จ็อบส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ ท่ามกลางสายตาแห่งความกังขาจากทั่วโลกว่า Apple จะเดินต่อไปอย่างไรหากไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง ทิม คุก ผู้เข้ามารับไม้ต่อ กลับเลือกที่จะไม่เดินตามรอยเท้าเดิม แต่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมาเป็นอาวุธลับ การตัดสินใจฉีกกรอบความเชื่อเดิมๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Apple เปิดตัวสมาร์ตโฟนหน้าจอใหญ่อย่าง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ในปี 2014 ซึ่งตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจนสร้างสถิติยอดขายถล่มทลาย ยิ่งไปกว่านั้น ทิม คุก ยังมองเห็นล่วงหน้าว่าฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเติบโตที่ยั่งยืน จึงได้ริเริ่มสร้างขุมทรัพย์ใหม่ผ่านบริการต่างๆ ทั้ง Apple Music, Apple TV+, ระบบชำระเงิน Apple Pay ไปจนถึงบริการคลาวด์ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มบริการเหล่านี้ได้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศของ Apple ให้สมบูรณ์แบบและสร้างรายได้มหาศาลอย่างก้าวกระโดดจนแตะระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน อ่านต่อ : https://t.co/MBw9GtPfbs #TimCook #Apple #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจTech

    126570016K viewsView on X
  • Aug 22, 202611x their median

    ประกาศให้ ‘แคลิฟอร์เนีย’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘อิหร่าน’ เตหะรานกวนกลับทรัมป์ ปมสหรัฐเคลมเป็นเจ้าของฮอร์มุซ เอาไหม ‘ฮอร์มุซ’ แลก ‘แคลิฟอร์เนีย’ ? หลังทรัมป์ประกาศเคลมเป็นเจ้าของฮอร์มุซ อิหร่านสวนกลับทันควัน ประกาศให้ ‘แคลิฟอร์เนีย’ เป็นดินแดนใหม่ของอิหร่าน อิหร่านเปิดศึกตอบโต้สหรัฐบนโลกออนไลน์ หลังปธน.ทรัมป์ โพสต์ภาพประกาศให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ดินแดนใหม่ของสหรัฐ” ก่อนที่บัญชีทางการของอิหร่านจะสวนกลับด้วยการประกาศให้ “แคลิฟอร์เนีย” เป็น “ดินแดนใหม่ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” เช่นกัน เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อทรัมป์โพสต์ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซบน Truth Social พร้อมวงพื้นที่ดังกล่าว และข้อความ “NEW U.S. Territory” หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า ช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้ จะกลายเป็นดินแดนของสหรัฐเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ขณะที่ทำเนียบขาวนำโพสต์ดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อผ่านบัญชีทางการบน X (Twitter) ไม่นานหลังจากนั้น บัญชีทางการ Iran in Hyderabad บน X (Twitter) ตอบโต้ด้วยภาพแผนที่สหรัฐ โดยไฮไลต์ “รัฐแคลิฟอร์เนีย” และระบุข้อความ “NEW TERRITORY OF ISLAMIC REPUBLIC OF IRAN” หรือ “ดินแดนใหม่ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยังออกมาตอบโต้ทรัมป์อย่างรุนแรง โดยระบุว่า “ภาพหลอน” ของผู้นำสหรัฐเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ จะต้องถูกแก้ไขในไม่ช้า ไม่ว่าจะด้วยตัวเขาเองหรือโดยอิหร่าน . การเลือก “แคลิฟอร์เนีย” มาตอบโต้ยังมีนัยสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ลอสแอนเจลิสเป็น “ศูนย์กลางชุมชนชาวอิหร่านขนาดใหญ่ที่สุด” แห่งหนึ่งนอกประเทศ โดยมีชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านอาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิสเคาน์ตีราว 141,000 คน และย่านเวสต์วูดได้รับฉายาว่า “Tehrangeles” จากการเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนอิหร่าน นอกจากนี้ แคลิฟอร์เนียยังมีขนาดเศรษฐกิจมหึมา โดยมี Silicon Valley, Hollywood, ท่าเรือสำคัญ และเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Nvidia, Google, Apple, Intel, Meta ฯลฯ สงครามโพสต์ระหว่างสองฝ่าย ยังคงดุเดือดเผ็ดร้อน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้สหรัฐและอิหร่านจะลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิถุนายนเพื่อปูทางยุติสงคราม แต่การเจรจา “ยังคงชะงัก” จากข้อพิพาทเรื่องอำนาจการเดินเรือเหนือช่องแคบฮอร์มุซ จาก “ฮอร์มุซของสหรัฐ” สู่ “แคลิฟอร์เนียของอิหร่าน” สงครามระหว่างสองประเทศ ไม่ได้มีเพียงการเผชิญหน้าทางทหารและการทูต แต่ยังเปิดอีกแนวรบบนโลกออนไลน์ ที่ไม่มีใครยอมใคร อ่านต่อที่: https://t.co/vVGO7UaJs1 #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic

    76551513K viewsView on X
  • Aug 23, 20269.4x their median

    #กาแฟ แก้วโปรด “กระตุ้นการอักเสบ” จริงไหม? วิทยาศาสตร์มีคำตอบ สำหรับหลายคน “กาแฟ” คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในตอนเช้า บางคนดื่มเพื่อปลุกสมอง บางคนดื่มเพื่อเพิ่มพลังงาน หรือบางคนก็แค่ชอบช่วงเวลาสงบ ๆ ระหว่างถือแก้วกาแฟร้อนๆ ก่อนเริ่มวันใหม่ แต่ในยุคที่ผู้คนเริ่มสนใจเรื่อง “การอักเสบเรื้อรัง” หรือ Chronic Inflammation มากขึ้น คำถามหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงบ่อยคือ กาแฟที่เราดื่มทุกวันนั้น จริง ๆ แล้วดีต่อร่างกาย หรืออาจกำลังกระตุ้นการอักเสบโดยไม่รู้ตัว? ‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า วิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “กาแฟ” กับ “การอักเสบ” และทำไมคำตอบของเรื่องนี้อาจไม่เหมือนกันสำหรับทุกคน แม้หลายคนจะนึกถึง “คาเฟอีน” เป็นอย่างแรกเมื่อพูดถึงกาแฟ แต่จริง ๆ แล้วกาแฟมีสารประกอบทางเคมีมากกว่า 1,000 ชนิด ในจำนวนนี้ มีหลายตัวที่นักวิจัยเชื่อว่าอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น Chlorogenic acids: สารต้านอนุมูลอิสระสำคัญในเมล็ดกาแฟ ที่อาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์และลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย Cafestol และ Kahweol: สารธรรมชาติในน้ำมันกาแฟ ที่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจช่วยปกป้องเซลล์และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ รวมถึง คาเฟอีน เอง ที่นอกจากช่วยเพิ่มความตื่นตัวแล้ว ยังอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบในร่างกายได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับทั้งพันธุกรรม ปริมาณที่ดื่ม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะอาจสัมพันธ์กับระดับการอักเสบที่ลดลง โดยเฉพาะค่าที่เรียกว่า C-reactive protein หรือ CRP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย หนึ่งในงานวิเคราะห์ขนาดใหญ่ (meta-analysis) พบว่า คนที่ดื่มกาแฟมากกว่า 2.5 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มมีระดับ CRP ต่ำกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟ โดยผลลัพธ์พบเด่นชัดเล็กน้อยในผู้หญิง แม้ความแตกต่างจะยังไม่มากพอจะสรุปเชิงชัดเจน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอีกส่วนกลับพบว่า “กาแฟไม่ได้ส่งผลเหมือนกันในทุกคน” บางคนมีระดับการอักเสบลดลงหลังดื่มกาแฟ ขณะที่บางคนกลับมีการอักเสบเพิ่มขึ้น หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย นักวิจัยเชื่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “พันธุกรรม” ร่างกายของแต่ละคนมีความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนไม่เท่ากัน โดยเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ในตับที่ชื่อ CYP1A2 บางคนเป็น “fast metabolizer” หรือคนที่สลายคาเฟอีนได้เร็ว ทำให้ดื่มกาแฟแล้วแทบไม่รู้สึกอะไร แต่บางคนเป็น “slow metabolizer” ที่ร่างกายใช้เวลานานกว่าจะกำจัดคาเฟอีนออก ส่งผลให้ไวต่อกาแฟมากกว่า กลุ่มหลังมักมีอาการใจสั่น วิตกกังวล นอนหลับยาก หรือรู้สึกกระสับกระส่ายหลังดื่มกาแฟ และบางงานวิจัยก็เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า คนกลุ่มนี้อาจมีแนวโน้มเกิดการอักเสบหรือปัญหาการนอนมากกว่า แม้หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอจะสรุปได้แน่นอน นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนดื่มกาแฟตอนเย็นแล้วยังหลับสบาย แต่บางคนดื่มแค่ช่วงบ่ายก็เริ่มนอนไม่หลับแล้ว อ่านต่อ: https://t.co/WmJ8KmupRD เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจHealth

    79322011K viewsView on X
  • Aug 23, 20269.3x their median

    ผู้พิพากษาคว่ำคำสั่งทรัมป์ ‘แบนการออกวีซ่า 75 ประเทศรวมไทย’ การปราบปรามคนเข้าเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เจออุปสรรคใหญ่ เมื่อผู้พิพากษาศาลกลางสหรัฐยกเลิกคำสั่งรัฐบาลห้ามออกวีซ่าให้พลเมือง 75 ประเทศรวมประเทศไทย ที่ต้องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานไม่มีกำหนด สำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน ผู้พิพากษาจีเน็ต วาร์กาส แห่งศาลแขวงนิวยอร์กใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) เรียกนโยบายปราบปรามคนเข้าเมือง ของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่า “ขัดต่อกฎหมาย” และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ใช้อำนาจเกินขอบเขต” ในการออกกฎหมายดังกล่าว นโยบายนี้ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. ระงับกระบวนการออกวีซ่า ให้พลเมือง 75 ประเทศ เช่น อัฟกานิสถาน บราซิล อียิปต์ อิหร่าน อิรัก ไนจีเรีย โซมาเลีย ไทย และเยเมน ในเวลานั้น กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ตัดสินใจออกไปเพื่อ “ทำให้มั่นใจได้ว่าคนเข้าเมืองจากประเทศเสี่ยงสูงจะไม่ได้มาลักลอบใช้สวัสดิการในสหรัฐ หรือกลายเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณะ” แต่ผู้พิพากษาตัดสินว่า เจ้าหน้าที่วีซ่าได้รับคำสั่งอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ให้ออกวีซ่าโดยพิจารณาจากประเทศต้นทางของผู้ขอเท่านั้น แม้ว่าผู้สมัครจะมีคุณสมบัติครบถ้วนก็ตาม คำพิพากษาเมื่อวันศุกร์มีผลเฉพาะวีซ่าที่ถูกปฏิเสธตามนโยบายนี้ ซึ่งรัฐบาลสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ทั้งนี้ ทรัมป์ เคยหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ให้คำมั่นเนรเทศผู้อพยพไร้เอกสารนับล้านๆ คน และเมื่อรับตำแหน่งก็ลงมือทำทันที โดยตั้งเป้าเร่งการเนรเทศและลดจำนวนการข้ามแดน #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจGeopolitics

    70251339.1K viewsView on X
  • Aug 23, 20268.8x their median

    #เยอรมนี ครองแชมป์ 'ประเทศหลงตัวเองที่สุดในโลก' ผลวิจัยจาก 53 ประเทศชี้ว่าเยอรมนีเป็นชาติที่หลงตัวเองที่สุดในโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีภาพลักษณ์ดังกล่าวกลับอยู่อันดับที่ 16 ไม่ติด 5 อันดับแรก ชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศหลงตัวเองถูกทำลายลงแล้วด้วยผลการวิจัยการหลงตัวเองทั่วโลก 53 ประเทศ พบว่าสหรัฐอยู่ในอันดับที่ 16 ไม่ติดท็อปไฟว์ด้วยซ้ำไป งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน วิเคราะห์คำตอบจากประชาชน 45,800 คน เพื่อพิจารณาว่าลักษณะนิสัยหลงตัวเองแตกต่างกันอย่างไรตามสัญชาติ อายุ เพศ และสถานะทางสังคมที่รับรู้ พบว่า เยอรมนีครองแชมป์ มีคะแนนหลงตัวเองสูงสุดเหนือทุกประเทศที่ทดสอบ ตามด้วยอิรัก จีน เนปาล และเกาหลีใต้ ในอีกด้านหนึ่ง เซอร์เบียหลงตัวเองน้อยที่สุดตามด้วยไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ในแทบทุกวัฒนธรรม คนหนุ่มสาวมักมีความหลงตัวเองมากกว่าคนมีอายุมาก ผู้ชายมีคะแนนสูงกว่าผู้หญิง และผู้ที่คิดว่าตนเองมีสถานะสูงมักแสดงความหลงตัวเองมากกว่าผู้ที่จัดตนเองอยู่ในสถานะต่ำกว่าในสังคม อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ผู้คนในวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่มก็มีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญเกินจริงเช่นกัน นี่เป็นการท้าทายความเชื่อที่ว่าลักษณะนิสัยนี้พัฒนาขึ้นในสังคมแบบปัจเจกนิยมเป็นหลัก เช่นในสหรัฐ งานวิจัยแบ่งภาวะหลงตัวเองแบบโอ้อวดออกเป็นสองรูปแบบ ได้แก่ การชื่นชมตนเองและการมุ่งแข่งกับคนอื่น การชื่นชมแบบหลงตัวเองนั้นครอบคลุมถึงการยกย่องตนเอง อยากให้คนมาสนใจ และความปรารถนาที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้อื่น ผู้ให้ข้อมูลจะถูกวัดนิสัยด้วยการให้คะแนนข้อความ เช่น ‘ฉันสามารถดึงดูดความสนใจได้ด้วยผลงานที่โดดเด่นของฉัน’ ส่วนการมุ่งแข่งกับคนอื่นแสดงถึงภาวะหลงตัวเองในด้านที่เป็นปฏิปักษ์และป้องกันตนเองมากขึ้น เช่น ความเป็นศัตรู การแข่งขัน และความปรารถนาที่จะเอาชนะหรือบ่อนทำลายผู้อื่น ข้อความหนึ่งที่ใช้ประเมินความเป็นคู่แข่งคือ “ฉันต้องการให้ศัตรูล้มเหลว” นักวิจัยอธิบายว่า การชื่นชมตนเองสามารถสร้างผลผลิตเชิงบวกในระยะสั้น เช่น ภูมิใจในตนเองมากขึ้น เป็นที่ชื่นชอบทันที และนัดเดตสำเร็จ แต่การเป็นคู่แข่งสร้างความเสียหายในระยะยาว เช่น ภาคภูมิใจในตนเองต่ำ ถูกเพื่อนๆ วิจารณ์เชิงลบ และเกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ เยอรมนีมีคะแนนความหลงตัวเองโดยรวมสูงสุดและระดับการแข่งขันสูงที่สุด แต่ไม่ติดห้าอันดับแรกของประเทศหลงตัวเองแบบชื่นชม เกาหลีใต้ครองที่ 2 ด้านความเป็นคู่แข่ง ตามด้วยเนปาล อิรัก และโรมาเนีย เซอร์เบียเป็นประเทศที่มีคะแนนความเป็นคู่แข่งต่ำสุด ตามด้วยเม็กซิโก โคลอมเบีย ออสเตรีย และแอฟริกาใต้ ไนจีเรียผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านการชื่นชม เหนือกว่าอิรัก จีน เนปาล และตุรกี นอร์เวย์มีคะแนนชื่นชมต่ำสุด รองลงมาเป็นเดนมาร์ก ไอร์แลนด์ รัสเซีย และสหราชอาณาจักร อ่านต่อ: https://t.co/FZCE9AIYwt ที่มา: https://t.co/GgVDyAS0ZT กราฟิก: รัตนากร หัวเวียง . #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจUpdate #กรุงเทพธุรกิจInfo

    6737107.9K viewsView on X
  • Aug 24, 20268.3x their median

    '10 ปีที่รอคอย' วิศวกรรมสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา พลิกชีวิตชาวบ้านจาก 2 ชั่วโมง เหลือ 15 นาที โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมระหว่าง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง กำลังถูกจับตามองในฐานะ "แลนด์มาร์คใหม่" และ "Case Study" ระดับโลก ด้วยงบประมาณกว่า 4,645 ล้านบาท (เงินกู้จากธนาคารโลก 70% และงบประมาณแผ่นดิน 30%) สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่คือความสำเร็จทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีรายละเอียดเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องดังนี้ 📌วิสัยทัศน์ "สิ่งแวดล้อมต้องมาก่อน" พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ให้ข้อมูลถึงความมุ่งมั่นของโครงการว่า สะพานระยะทางรวม 7 กิโลเมตร (ตัวสะพาน 6.6 กม. และถนนต่อเชื่อม 400 เมตร) นี้ จะพลิกโฉมการเดินทางจากเดิมที่ต้องอ้อมทะเลสาบใช้เวลา 90 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 15 นาที พิชิตย้ำถึงมาตรฐานการก่อสร้างว่า "กรมทางหลวงชนบทคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 1 โดยเราได้นำข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาบรรจุไว้ในแบบการก่อสร้างและข้อกำหนดในสัญญาจ้างทั้งหมด" เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะไม่ทำลายสมดุลทางธรรมชาติของทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญ อ่านต่อ: https://t.co/MhGqBh2JnN #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain

    6237104.9K viewsView on X

Ranked by total interactions across everything we have tracked for this account, which is a longer history than the 30-day window the rates above use. The multiple compares each post to this account's own median.

Recurring topics

#กรุงเทพธุรกิจ#insightforopportunities#กรุงเทพธุรกิจnews#กรุงเทพธุรกิจ_infocus#moneyclub

The most frequent hashtags in the sampled posts. They describe what this account writes about; they are not a performance signal, and the catalog-wide breakdown on the hub shows how little hashtag count moves.

Buy or sell X accounts - escrow-protected

PlayerSells is an escrow marketplace for X accounts. Every deal is protected, with no middleman risk.

Reading these numbers

A typical post picks up 12 interactions against 736K followers, an engagement rate of 0.002%. Measured over 118 original posts, its engagement rate beats 13% of 4,199 tracked accounts of a similar size. That is a reason to look at how the audience behaves - reply depth, saves, whether the followers are recent - rather than a conclusion about it on its own. Posts are seen about 3.0K times each, and 0.416% of those impressions turn into an interaction. That is about 0.408% of the follower count, which is the gap between an audience on paper and an audience in a timeline. Posting runs at about 3.9 posts a day over the last 30 days, though only 23% of days saw any activity at all. Most posts go out around 08:00 UTC, and Monday is the busiest day of the week. Of the 118 posts sampled, 99% carry an image or video and 62% link out. The account's strongest tracked post pulled 789 interactions, about 66x its own typical post. Recurring topics include #กรุงเทพธุรกิจ, #insightforopportunities, #กรุงเทพธุรกิจnews.

What is กรุงเทพธุรกิจ's engagement rate on X?
กรุงเทพธุรกิจ (@ktnewsonline) has an engagement rate of 0.002%, based on the median interactions across 118 original posts from the last 30 days against 735,784 followers. Replies, reposts and quote-posts of other people are excluded from that sample.
Is that a good engagement rate?
At 0.002%, กรุงเทพธุรกิจ sits above the 10th percentile of the 40,619 accounts in this comparison. Those comparison accounts are all large ones, because our scanning cadence is weighted towards big accounts, so this is a ranking among peers of similar scale rather than a ranking across X.
Does @ktnewsonline have real engagement?
Its engagement rate beats 13% of the tracked X accounts closest to it in follower count (4,199 accounts), which puts it in the bottom quarter for its size group. Ranking inside a size band matters because engagement rate falls as accounts grow, so a raw rate would mostly re-measure the follower count. It is a starting point for a look at follower quality, not a verdict on it.
When does @ktnewsonline post?
Most posts go out around 08:00 UTC, and Monday is its busiest day, at roughly 3.93 posts per day across the measured window.

Keep going